ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ตั้งอยู่ระหว่างเขาตะเว เขาลีแป
และเขาบาดูตาโมง ไปจรดแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งกั้นระหว่างเขตแดนของประเทศไทยกับรัฐกลันตัน
ประเทศมาเลเซีย พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบและ ที่ราบลุ่มต่ำกว่า 50 เมตร
สภาพพื้นที่เป็นลอนคลื่นสูงๆ ต่ำๆ สลับกันไป และมีพื้นที่ราบอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก
ซึ่งมีพื้นที่อยู่สูงกว่า ระดับน้ำทะเลปานกลางเฉลี่ย 10-14 เมตร
พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 ยังคงเป็นพื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ว่างเปล่า และ
พื้นที่สาธารณะ และที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 20 จะเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก ปานกลาง
น้อยและอื่นๆ โดยย่านชุมชน หนาแน่นและเขตพาณิชยกรรม จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกค่อนไป
ทางเหนือของพื้นที่
ส่วนพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางจะอยู่ต่อเนื่องกับชุมชนหนาแน่นมากไปตามแนวถนน
และชุมชนหนาแน่นน้อยจะอยู่บริเวณด้านนอก กระจายกันไปตามแนวทาง หลวงแผ่นดิน หมายเลข 4050
และ 4057 โดยส่วนใหญ่ยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม
ลักษณะภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
มีลักษณะเดียวกันกับสภาพอากาศของจังหวัดนราธิวาส
ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน
สภาพพื้นที่มีความแตกต่างไม่มากนักระหว่างฤดูกาล คือ มีเพียง 2 ฤดูกาล คือ ฤดูร้อน
อยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม เนื่องจากได้รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งเป็นลมร้อนที่พัดจาก ทะเลจีนใต้
ซึ่งในระยะนี้เป็นช่วงว่างของฤดูมรสุมหลังจากสิ้นสุดฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว
ทำให้อากาศโดยทั่วไปร้อนชื้น โดยร้อนมากที่สุดในเดือนเมษายน แต่ก็ไม่ร้อน
อบอ้าวมากเท่ากับจังหวัดที่อยู่ในประเทศไทยตอนบน ฤดูฝนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ช่วง
เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุม ได้แก่ ช่วงที่รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
ซึ่งเอาไอน้ำและความชื้นจากทะเลอันดามันและ
มหาสมุทรอินเดียเข้ามาทำให้ฝนตกชุกแต่เนื่องจากภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นด้านปลายลมจึงทำให้มีฝนตกไม่มากนัก
ฝนที่ตก ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงบ่ายถึงค่ำ ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมอีกช่วงหนึ่ง คือ
ช่วงที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพา
เอาความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาทำให้ฝนตกชุกในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม
มรสุมระวันออกเฉียงเหนือ เริ่มตั้งแต่ กลางเดือนตุลาคม-กลางเดือนกุมภาพันธ์
ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดเอาไอน้ำจากทะเลจีน
ใต้และอ่าวไทย จึงทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ซึ่งอยู่ทางด้านรับลม
มีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากเป็นแห่งๆ
โดยเฉพาะเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม
และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุทกภัยเป็นประจำทุกปี
ลักษณะของไม้/ป่าไม้
เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกดำเนินการปรับปรุงพัฒนาสวนสาธารณะ
เป็นนโยบายพัฒนาของผู้บริหารท้องถิ่น
โดยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุมพื้นที่ในเขตเทศบาล
เพื่อให้สภาพภูมิทัศน์มีความร่มรื่น สวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ
ประชาชนได้มีสถานที่ออกกำลังกาย
ปัจจุบันเทศบาลมีพื้นที่สีเขียวเพื่อการบริการและสิ่งแวดล้อม ได้แก่
| 1.สวนรื่นอรุณ |
มีพื้นที่ 32,000 ตารางเมตร |
| 2.สวนภูมินทร์ |
มีพื้นที่ 116,800 ตารางเมตร |
| 3.สวนสิรินธร |
มีพื้นที่ 48,000 ตารางเมตร |
| 4.สวนมิ่งขวัญประชา |
มีพื้นที่ 96,000 ตารางเมตร |
| 5.สวนเฉลิมพระเกียรติฯ |
มีพื้นที่ 32,050.137 ตารางเมตร |
อำเภอสุไหงโก-ลก มีศูนย์วิจัยและศึกษาป่าพรุสิรินธร (ป่าพรุโต๊ะแดง)
เป็นป่าไม้ผลัดใบที่ก่อเกิดในพื้นที่แอ่งน้ำจืดที่ขัง ติดต่อกันนานนับหมื่นปี
ระบบนิเวศของป่าพรุนั้น ต้นไม้แต่ละต้นเติบโตขึ้นจากดินอินทรีย์
ที่เกิดจากซากพืชทับถมนานหลายพันปี ทุกชีวิตในป่ามีการพึ่งอาศัยกัน
ทั้งไม้ยืนต้นแต่ละต้นที่แผ่รากไปเกาะเพื่อพักพิงกัน
มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นปะปนกันทั้งไม้น้ำ ไม้ล้มลุกและไม้ยืนต้น มีพื้นที่ประมาณ 125,625
ไร่ คลอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ในนราธิวาส คือ อำเภอเมือง อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงปาดี
รวมถึงอำเภอสุไหงโก-ลก และมีพืชพันธุ์ราว 400 ชนิดบางอย่างนำมารับประทานได้ เช่นหลุมพี
ซึ่งเป็นไม้ใน ตระกูลปาล์ม มีลักษณะต้นและใบคล้ายปาล์ม แต่มีหนามแหลมอยู่ตลอดก้าน
ผลมีลักษณะคล้ายระกำ แต่เล็กกว่ารสชาติออก เปรี้ยว
ชาวบ้านนำมาดองและส่งขายไปยังประเทศมาเลเซีย
โดยฤดูเก็บลูกหลุมพีจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม หากนอก
ฤดูกาลแล้วจะหายากและมีราคาสูง ขณะเดียวกันไม้บางอย่างก็เป็นพืชพรรณในเขตมาเลเซีย เช่น
หมากแดง ซึ่งมีลำต้นสีแดง เป็นปาล์มชั้นดี
ขายได้ราคางามและมีผู้นิยมนำไปเพาะเพื่อประดับสวน เนื่องจากความสวยของกาบ ใบ
และลำต้นที่มีสีแดงดังชื่อ นอกจากนี้ในป่าพรุยังมีพืชอีกหลายชนิดที่น่าสนใจ เช่น
ปาหนับช้าง อันเป็นพืชในวงศ์กระดังงาที่มีดอกใหญ่และกล้วยไม้ กับพืชเล็ก
เขตการปกครอง
เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ได้จัดแบ่งโซนพื้นที่ต่างๆ
เพื่อให้สามารถดูแลและให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยแบ่ง พื้นที่ออกเป็นชุมชน
แต่ละชุมชนจะมีคณะกรรมการชุมชนบริหารจัดการภายในชุมชนและมีเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือชุมชน
ติดต่อประสานงาน แจ้งข่าวสารต่างๆ ระหว่างเทศบาลกับประชาชน โดยมีชุมชนทั้งสิ้น 31 ชุมชน
มีจำนวนประชากรทั้งหมด ประมาณ 40,786 คน ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 28,281 คน (มกราคม 2565)
แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 3 เขต มี จำนวนสมาชิกสภา เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จำนวน 18 คน
3.สภาพสังคม
การศึกษา
ปัจจุบันเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีโรงเรียนในสังกัดทั้งสิ้น จำนวน 4 โรงเรียน
จัดให้มีการศึกษาตั้งแต่ก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ประถมศึกษา
มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย
ทั้งนี้มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อเตรียมความพร้อม
เด็กเล็กเข้าสู่โรงเรียนโดยมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จำนวน 4
ศูนย์
4.ระบบบริการพื้นฐาน
การคมนาคมขนส่ง
ด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกมีลักษณะเป็นเมืองที่มีพื้นที่เมืองถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่งโดยทางรถไฟ
ได้แก่ พื้นที่ฝั่งด้านทิศใต้
ของทางรถไฟเป็นที่ตั้งของเมืองเดิม
ส่วนพื้นที่ด้านทิศเหนือเป็นพื้นที่เมืองที่มีการขยายตัวออกไป
การคมนาคม/การจราจร
1. ทางหลวงแผ่นดินจำนวน 3 สายแยกเป็น
- ถนนเอเชีย 42 (ประชาวิวัฒน์) (แยกคลองแงะ-สุไหงโก-ลก)
- ถนนเอเชีย 18 (สุไหงโก-ลก – บูเก๊ะตา)
- ถนน 4056 (นราธิวาส – สุไหงโก-ลก)
2. จำนวนทางหลวงชนบท จำนวน 1 สาย แยกเป็น
- ถนนสาย นธ 2031
3. ถนนภายในเขตเทศบาลที่ดำเนินการเอง จำนวน 354 สาย แบ่งเป็น
- ถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต จำนวน 354 สาย
- ถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 33 สาย
- ถนนหินคลุก จำนวน - สาย
- ถนนลูกรัง จำนวน 2 สาย
4. สะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก
- ด่านศุลกากร
- ไทยถาวร
- ป่าช้าจีน จำนวน 6 แห่ง
- บือเร็งนอก
- วาเลนไทน์
- บือเร็งใน
5. แหล่งน้ำ
- แม่น้ำในพื้นที่ จำนวน 1 สาย
- คลอง จำนวน – สาย
6. สัญญาณไฟจราจร จำนวน 9 จุด
ระบบสาธารณูปโภคด้านการขนส่ง
สุไหงโก-ลกอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 1,200 กิโลเมตร
การเดินทางระหว่างจังหวัดในปัจจุบันมีความสะดวก มากกว่าเดิม
โดยมีระบบสาธารณูปโภคการด้านการขนส่งที่สำคัญ ได้แก่
1.สถานีรถไฟ
การเดินทางโดยรถไฟนั้น อำเภอสุไหงโก-ลกจะเป็นจุดต้นทางและปลายทางของรถไฟสายใต้หลายขบวน
2.ด่านตรวจคนเข้าเมือง
ด่านสุไหงโก-ลก ทำให้ตัวเมืองสุไหงโก-ลกมีความคึกคักกว่าตัวเมืองนราธิวาส
เพราะเป็นด่านการค้าชายแดนที่ใหญ่ที่สุด และยังเดินทางข้ามไป-มาได้สะดวก
ทั้งคนไทยและคนมาเลย์ ซึ่งมีสะพานเชื่อมระหว่างประเทศโดยเปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา
05.00-21.00 น. สำหรับชาวไทยมักข้ามไปยังฝั่งรันตูปันยัง เพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
ของกินเล่น ส่วนคนมาเลย์ จะข้ามมาซื้ออาหารและผลไม้ด่านสุไหงโก-ลก อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ
สุไหงโก-ลก ประมาณ 1 กิโลเมตร การเดินทางจากตัวเมืองนราธิวาสสามารถ
เดินทางไปยังอำเภอสุไหงโก-ลก ได้ 2 เส้นทางคือ จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 4045
(นราธิวาส-ระแงะ) แล้วแยกซ้ายที่ บ้านมานังตายอ ไปเส้นทางหมายเลข 4056
ผ่านอำเภอสุไหงปาดี เข้าสู่อำเภอสุไหงโก-ลก หรืออาจใช้ทางหลวงหมายเลข 4084
จากตัวเมืองนราธิวาสไปยังอำเภอตากใบ แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 4057
(ตากใบ-สุไหงโก-ลก) เป็นระยะทาง 66 กิโลเมตร จากด่านสุไหงโก-ลก
สามารถขับรถข้ามสะพานเข้าไปเที่ยวเมืองโกตาร์บาห์รู ของมาเลเซียได้ แต่รถที่จะเข้าไปได้
จะต้องทำประกันรถยนต์เสียก่อน
3.สถานีขนส่ง
การเดินทางโดยทางรถยนต์นั้น มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4056 และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข
4057 ที่ใช้เป็น เส้นทางหลักในการเดินทาง โดยได้รับการปรับปรุงให้เป็น 4
ช่องทางจราจรเกือบตลอดสายทำให้มีความสะดวกในการเดินทางเป็น อย่างมาก
4.ระบบขนส่งสาธารณะ
ปัจจุบันมีการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะในอำเภอสุไหงโก-ลก มีหลายรูปแบบ ได้แก่
4.1 การเดินทางโดยรถประจำทางมีทั้งหมด 4 สาย
4.1.1 รถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) จากสายสุไหงโก-ลก-กรุงเทพฯ มี 3 บริษัท ให้บริการ 4
เที่ยวต่อวัน
4.1.2 รถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) เส้นทางสุไหงโก-ลก–ภูเก็ต มี 1 บริษัท ให้บริการ 4
เที่ยวต่อวัน
4.1.3 รถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) เส้นทางสุไหงโก-ลก-เกาะสมุย มี 1 บริษัท ให้บริการ 3
เที่ยวต่อวัน
4.1.4 รถโดยสารประจำทาง (รถทัวร์) เส้นทางสุไหงโก-ลก-นครศรีธรรมราช มี 1 บริษัท
ให้บริการ 1 เที่ยวต่อวัน
5.ระบบเศรษฐกิจ
ด้านการเกษตร
พื้นที่ที่อยู่ทางด้านตะวันตกของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
ยังคงมีสภาพเป็นพื้นที่ชานเมืองและพื้นที่ชนบททั้งในส่วนพื้นที่
ที่อยู่ในเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และพื้นที่นอกเขตเทศบาลด้วย
โดยมีการทำเกษตรกรรมสวนยางพารา ปลูกผัก สวนผลไม้ โดย
พืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่ปลูกในเขตพื้นที่เทศบาล รายละเอียดดังต่อไปนี้
- เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ตามที่ตั้งแปลง ปี 2563 จำนวน 180 ครัวเรือน 283 แปลง
มีพื้นที่ 2,270.71 ไร่
- เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ตามที่ตั้งแปลง ปี 2564 จำนวน 27 ครัวเรือน 47 แปลง
มีพื้นที่ 379.79 ไร่
โดยสำนักงานเกษตรอำเภอสุไหงโก-ลก
ได้มีแผนการพัฒนาเกษตรกรตำบลสุไหงโก-ลกอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น โครงการ
ผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง,โครงการส่งเสริมกลุ่มส่งเสริมอาชีพ,โครงการส่งเสริมกลุ่มแม่บ้านเกษตรและโครงการสนับสนุนการดำเนินงาน
ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การปศุสัตว์
เป็นการประกอบการในลักษณะเลี้ยงในครัวเรือนเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม เช่น
การเลี้ยงไก่ เป็ด โค กระบือ แพะ แกะ สุกร เป็นต้น
การท่องเที่ยว
โครงสร้างเศรษฐกิจของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีภาคการผลิตหลักๆ คือ
ธุรกิจการค้าและการบริการส่วนอุตสาหกรรม มีเพียงขนาดเล็กในครัวเรือนเท่านั้น
โครงสร้างการผลิตที่สำคัญของพื้นที่ประกอบด้วย ทั้งนักท่องเที่ยว นักทัศนาจร
และนักธุรกิจ ทั้งจากต่างประเทศและจากจังหวัดต่างๆ ในประเทศเดินทางเข้า-ออก
ปีละหลายแสนคน เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดน ที่มีบทบาท ในเรื่องการค้าชายแดน
และการเงินการธนาคารของจังหวัดนราธิวาส เพราะมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวกคือ ทางหลวงสาย
นราธิวาส-สุไหงโก-ลก ผ่านย่านธุรกิจของเมืองไปจนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองสุไหงโก-ลก
ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
และเชื่อมต่อสะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำโก-ลก ซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-มาเลเซีย
ระหว่างอำเภอ สุไหงโก-ลกของประเทศไทย กับเมืองรันตูบันยังของประเทศมาเลเซียและนอกจากนี้
อำเภอสุไหงโก-ลก ยังมีความพร้อมในการบริการการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงเริงรมย์
โดยมีสถานบันเทิงจำนวนมาก เช่น โรงแรมระดับต่างๆ ร้านอาหาร ภัตตาคาร คอฟฟี่ช๊อฟ
ไนต์คลับและดิสโก้เทค ตลอดจนร้านค้าต่างๆ ซึ่งนำรายได้เข้าสู่ประเทศอีกทางหนึ่ง
แหล่งท่องเที่ยวในตัวเมือง ในเขตเทศบาล เมืองสุไหงโก-ลก ในยามค่ำคืน
ตั้งแต่บริเวณถนนเจริญเขต ถนนประชาวิวัฒน์ ถนนวรคามินทร์ ตลอดจนสุดสาย
ถนนเป็นที่ตั้งของแหล่งช้อปปิ้ง ร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านอาหารกึ่งผับ บาร์
เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวยามค่ำคืน
6.ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม
การนับถือศาสนา
ประชากรในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีทั้งชาวไทย ชาวไทยเชื้อสายมลายู
ชาวไทยเชื้อสายจีนและ ชาวมลายู
ส่วนใหญ่ชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนในเขตเทศบาลเมืองจะนับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์
ชาวไทยมุสลิมนับถือ ศาสนาอิสลาม ซึ่งมีศาสนสถานของแต่ละศาสนา ดังนี้
ศาสนสถานประกอบด้วย
1. ศาสนาอิสลาม ประกอบด้วย มัสยิด 7 แห่ง
- มัสยิดอะห์มาดียะห์ (มัสยิดกลาง)
- มัสยิดอัลอามีน (โต๊ะลือเบ)
- มัสยิดอัลยุมอียะห์ อัลฮาซานียะห์ (มัสยิดเขียว)
- มัสยิดนูรูลฮีดายะห์ (บาโงปริเม็ง)
- มัสยิดอัซซอมาเดียร์ (กือดาบารู)
- มัสยิดปากีสถาน
- มัสยิดอัลวุสตอ (กือบงกาแม)
- มัสยิดอัรรอฮ์มัน (บือเร็งนอก)
2. ศาสนาพุทธ มีวัด 4 วัด คือ
- วัดชลเฉลิมเขต
- วัดทองดีประชาราม
- วัดโก-ลกเทพวิมล
- วัดขวัญประชา
2. ยุทธศาสตร์ในการ พัฒนา
วิสัยทัศน์
“สุไหงโก-ลก เมืองการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี”
พันธกิจ
1. การจัดบริการสาธารณะด้านการศึกษา
2. การจัดบริการสาธารณะด้านโครงสร้างพื้นฐาน
3. การจัดบริการสาธารณะด้านสังคม
4. การจัดบริการสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม
5. การจัดบริการสาธารณะด้านการบริหารจัดการ
ยุทธศาสตร์การพัฒนา 7 ด้าน 38 กลยุทธ์
1) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์
1.1 บุกเบิก สร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษาเส้นทางคมนาคมทางบก ทางน้ำ สะพาน เขื่อน
ระบบระบายน้ำ
1.2 สร้างและปรับปรุงแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค
1.3 จัดทำผังเมืองรวมจังหวัด ผังเมืองและผังตำบล
1.4 พัฒนาและปรับปรุงระบบจราจร
1.5 จัดให้มีไฟฟ้าและระบบโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง
2) ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต ประกอบด้วย 7 กลยุทธ์
2.1 ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างงานสร้างอาชีพแบบยั่งยืนให้กับประชาชนในท้องถิ่น
2.2 ส่งเสริมงานด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการชุมชนแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
2.3 ส่งเสริมการศึกษาทั้งใน นอกระบบ และตามอัธยาศัย
โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
2.4 สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
2.5 ส่งเสริมด้านการออกกำลังกาย การกีฬา และนันทนาการ
2.6 ส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมและป้องกันโรค รักษาฟื้นฟูสมรรถภาพ
และพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข
2.7 ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
3) ด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย ประกอบด้วย 4
กลยุทธ์
3.1 ส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการเมือง การปกครองระบบประชาธิปไตย
3.2
พัฒนาศักยภาพของท้องถิ่นในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตลอดจนการรักษาความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่น
3.3 เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้มีส่วนร่วมในการรักษาความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่น
3.4 ส่งเสริมให้ผู้นำศาสนาเข้ามามีบทบาทเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแก้ปัญหาความมั่นคง
4) ด้านการวางแผน การส่งเสริมการลงทุนพาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 6
กลยุทธ์
4.1 ส่งเสริมการตลาด การค้า การลงทุนในท้องถิ่น และเมืองชายแดน
4.2 ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น
4.3 ส่งเสริมการค้าออนไลน์ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม
4.4 ส่งเสริมให้ประชาชนยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
4.5 ส่งเสริมโครงการตามแนวพระราชดำริ
4.6 พัฒนาส่งเสริมการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
5) ด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
5 กลยุทธ์
5.1 อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5.2 ส่งเสริม
สนับสนุนให้ประชาชนในชุมชนมีจิตสำนึกในการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5.3 ปรับปรุงภูมิทัศน์ในชุมชนและเมือง
5.4 จัดทำระบบกำจัดขยะและสิ่งปฏิกูลตลอดจนระบบบำบัดน้ำเสีย
5.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน
6) ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์
6.1 ส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอดจารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม
6.2 ส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น และปูชนียบุคคล
6.3 เสริมสร้างและทำนุบำรุงศาสนา ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น
6.4 ส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถานในท้องถิ่น
6.5 ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ของเด็ก เยาวชนและประชาชน
7) ด้านการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์
7.1 พัฒนาความรู้ความสามารถและคุณธรรมจริยธรรมแก่บุคลากรในองค์กร
7.2 พัฒนาปรับปรุงจัดหาเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนสถานที่ในการปฏิบัติงาน
7.3 พัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล
7.4 ปรับปรุงและสร้างระบบการให้บริการที่ทันสมัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
7.5 ส่งเสริมและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานเพื่อการบริการประชาชน
7.6 พัฒนาส่งเสริมระบบการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่การดำเนินงานขององค์กร
3. จุดเน้นที่สำคัญในการ พัฒนาและผลที่คาดว่าจะได้รับ
เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก มีจุดเน้นการพัฒนาที่สำคัญคือการดำเนินการจัดบริการสาธารณะ
ให้ครอบคลุมทุกด้าน
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงโดยใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้ง 7
ด้านได้แก่ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้าน
งานส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านการจัดระเบียบชุมชนสังคมและการรักษาความสงบเรียบร้อยด้านการวางแผนส่งเสริมการลงทุน
พาณิชยกรรมและการท่องเที่ยวด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ด้านศิลปวัฒนธรรม
จารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นและด้านการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลโดยจะพัฒนาโครงสร้างองค์กรให้มีความ
คล่องตัวเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัย
มุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใสได้มาตรฐานตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้
ประชาชนในท้องถิ่น อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน